ภาคกลาง

พระนางจามเทวี หญิงแกร่งที่ต่อสู้เพื่อลูก

พระนางจามเทวี
พระนางจามเทวี

พระนางจามเทวี เป็นนิทานพื้นบ้านของภาคกลาง ในลักษณะตำนานที่เกี่ยวกับอโยธยา  อโยธยาหมายถึงกรุงอโยธยา ซึ่งจะเห็นมีวัดเดิมอยู่คือ วัดอโยธยา ซึ่งมีผู้เฒ่าคนแก่เล่าว่าบริเวณนั้นเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ ซึ่งเมื่องนี้มีก่อนกรุงศรีอยุธยาที่คนไทยทั้งหลายรู้จัก ที่เมืองแห่งนี้ได้มีพระมเหสีของเจ้าเมืองอโยธยาองค์หนึ่ง พระมเหสีองค์นี้มีชื่อว่าพระนางจามเทวี เป็นราชธิดาของกษัตริย์กรุงละโว้

ซึ่งได้ถูกยกพระธิดาให้กับเจ้าเมืองอโยธยา พระนางก็ได้เข้ามาอยู่ที่กรุงอโยธยา จนกระทั่งกษัตริย์กรุงอโยธยาเสด็จสวรรคต พระนางจามเทวีจึงได้ปกครองกรุงอโยธยาต่อจากพระสวามี เมื่อพระนางจามเทวีได้เข้าปกครองอโธยาแล้ว ข้าราชบริพาร ทหาร เสนา อำมาตย์ต่างๆไม่พอใจที่พระนางได้ขึ้นครองเมืองก็เลยคิดวิธีการจับตัวของพระนางจามเทวี และให้มีการสถาปนาราชวงศ์ลูกหลานของพระเจ้าแผ่นดินองค์เดิมขึ้นครองกรุงอโยธยาแทน

พระนางจามเทวี ถูกขับไล่ออกจากเมือง

ส่วนพระนางจามเทวีนี้ก็ถูกเนรเทศให้ไปครองเมืองที่ไกลจากอโยธยา พระนางจึงได้ไปอยู่ที่เมืองลำพูนโดยแต่เดิมเรียกเมืองนี้ว่าหริภุญไชย พระนางใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นก็ได้ประสูติพระโอรสซึ่งเป็นฝาแฝด เมื่อพระนางได้ประสูติพระโอรสแล้ว พระนางจามเทวีก็ได้มีการคิดที่จะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งเพื่อตั้งให้เป็นอนุสรณ์ก็เลยสร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่เมืองหริภุญไชย

ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้เรียกกันว่าเจดีย์หริภุญไชย ซึ่งเจดีย์นี้ได้เป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของเมือง หริภุญไชย และนับถือมาจนถึงปัจจุบันนั้นก็คือเมืองลำพูน ส่วนพระโอรสทั้งสอง พระองค์ เมื่ออยู่ในช่วงเจริญวัยขึ้นมา พระนางจามเทวีก็ได้ส่งพระโอรสขึ้นไปในทางทิศตะวันออกและสร้างเมืองขึ้นคือเมืองเขลางนคร ซึ่งในปัจจุบันนั้นก็คือ ลำปาง นั้นเอง

จากตำนานเรื่องเล่านี้วิเคราะห์กันได้ว่า พระนางจามเทวีจะต้องเป็นคนเก่ง เฉลียวฉลาดและเป็นที่เคารพ มีชื่อเสียงเลื่องลือ ผู้เป็นที่รักของประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการเล่าสืบต่อๆกันมาอีกว่าพระนางจามเทวีเป็นกษัตริย์หรือเจ้าเมืองที่ครองกรุงโบรารณ

ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เก่งมากแต่ตัวพระนางเองก็ได้ถูกกบฏ ไม่ก็ถูกจับตัวให้ไปครองเมืองอื่นแทนเจ้าเมืองรามปุระ ซึ่งในปัจจุบันได้การถกเถียงกันทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นเมืองใดแน่ แต่คนกรุงเก่าหรืออยุธยาดั้งเดิมซึ่งเป็นคนเฒ่าแก่บอกว่า พระนางเป็นกษัตริย์ผู้หญิงของอโยธยาเดิมซึ่งมีมาก่อนกรุงศรีอยุธยาจะก่อตั้งในสมัยของพระเจ้าอู่ทองเสียอีก

 …

นิทานไทย

พระรถ-เมรี เรื่องต่อจากนางสิบสอง

พระรถ-เมรี
พระรถ-เมรี

พระรถ-เมรี เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อจากเรื่องนางสิบสอง โดยพระรถเสนนั้นเป็นลูกของนางเภาซึ่งน้องคนสุดท้องของนางสิบสอง เรื่องได้กล่าวว่า รถเสนโตเมื่อยามเป็นเด็กอยากจะช่วยแม่และป้าของตนที่ติดอยู่ในคุก จึงได้ดูแลและหาข้าวมาให้กิน รถเสนนั้นได้มีไก่ที่เทวดาเสกมาให้และได้นำไปชนไก่ เมื่อได้รับชัยชนะก็นำได้เงินมาซื้อข้าวให้แม่และป้าของตนกิน

จนเรื่องราวรู้ไปถึงหูของพระรถสิทธิ์ที่ไม่รู้ว่ารถเสนนั้นเป็นลูกตน พอดีตอนนั้นได้เกิดเหตุที่ว่าเมืองกุตลนครมีเมืองอื่นได้เข้ามาท้าพนันตีไก่เอาบ้านเอาเมือง รถเสนได้รับคำเชิญจากพระรถสิทธิ์ให้นำไก่ของตนไปชนและก็ได้รับชนะ หลังจากนั้นรถเสนก็ได้กลายเป็นคนโปรดของพระรถสิทธิ์และนางสันธมาลาจึงได้นำไปเลี้ยงดูจนโตเป็นหนุ่ม

พระรถ-เมรี เดินเรื่องต่อ นางสิบสอง

ขณะเดียวกันที่เมืองทานตะวัน เมรี ลูกของพญายักษ์และมเหสีเป็นมนุษย์ที่นางสันธมาลาขอมาเลี้ยงไว้ก็ได้โตเป็นสาวแล้ว ฝ่ายนางยักษ์สันตราพอรู้แล้วว่ารถเสนเป็นลูกของนางเภาก็โกรธแค้น จึงได้ออกอุบายว่าตนป่วยต้องนำมะงั่วหาว มะนาวโห่ที่เมืองทานตะวันมารักษาพร้อมยังให้รถเสนนำสาส์นที่ตนได้เขียนไปให้เมรีด้วย

โดยไม่ให้รถเสนเปิดอ่านเด็ดขาด รถเสนจึงได้ขี่ม้าไปที่เมืองทานตะวัน ระหว่างทางก็ได้แวะพักที่กระท่อมของฤๅษี ฤๅษีได้ขออ่านสาส์นของรถเสนจึงรู้ว่ารถเสนจะต้องตายแน่จึงแปลงสาส์นว่าให้เมรีแต่งงานกับรถเสนและได้มอบม้าวิเศษพูดชื่อประกายเพชรได้ให้รถเสนด้วย เมื่อรถเสนเดินทางมาถึงเมืองทานตะวัน เมรีก็ได้อ่านสาส์นก็เกิดความรักรถเสน จึงได้แต่งงานกัน

วันหนึ่งฝ่ายแม่ย่าได้ตรวจดวงชะตาของเมรีแล้วพบว่า ถ้าเมรียังรักรถเสนอยู่อย่างนั้นเมรีจะต้องตายอย่างแน่นอน แม่ย่าจึงคิดออกอุบายให้รถเสนไปจากเมรี ทางรถเสนเองนั้นก็ได้แอบนำดวงตาของนางสิบสองที่ที่เมรีเก็บไว้เอาไปให้แม่และป้าของตน  แม่ย่ารู้ก็สนับสนุนเปิดทางให้รถเสนได้นำดวงตาออกมาและขี่ม้าคู่ใจของตนออกจากเมืองไป

แต่เมรีรู้ว่ารถเสนกำลังหนีตนจึงวิ่งตามมา ฝ่ายรถเสนเองจึงอธิษฐานให้พื้นดินกลายเป็นทะเล เมรีจึงตามไปไม่ได้และตรอมใจตาย เมื่อรถเสนมาถึงก็ได้นำดวงตามาให้แม่กับป้าของตนนางทั้งสิบสองจึงมีดวงตาเป็นปกติ หลังจากนั้นทุกคนก็รู้ว่านางสันธมาลาเป็นยักษ์จึงได้เนรเทศออกนอกเมือง พอเรื่องคลี่คลายลงแล้วนั้น รถเสนก็กลับไปเมืองทานตะวันพอมาถึงก็พบว่าเมรีตายแล้ว รถเสนจึงทำศพให้เมรีแล้วตรอมใจตายตามนางเมรีอันเป็นที่รักไป ทำให้เกิดชาติใหม่เป็นพระสุธนและมโนห์รา…

นิทานไทย

นางสิบสอง ผู้หญิงที่น่าสงสาร

นางสิบสอง
นางสิบสอง

นางสิบสอง เป็นนิทานที่สืบต่อกันมาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ นานมาแล้วมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อนนท์ และภรรยาของเขาชื่อ พราหมณี ทั้งสองมีลูกสาวถึง 12 คน ด้วยความที่มีลูกเยอะจึงทำให้มีฐานะยากจนลง วันหนึ่งพ่อของนางสิบสองจึงหลอกนางไปในป่าแล้วทิ้งพวกนางไว้ และนางยักษ์สันตราที่กำลังหากินอยู่เข้ามาเจอพวกนางพอดี นางยักษ์สันตราพอได้เห็นนางทั้งสิบสองก็เกิดความรักและเอ็นดูเพราะตนไม่มีลูก

จึงนำนางทั้งสิบสองมาเลี้ยงไว้ในวัง โดยมีคำสั่งให้ทุกคนในเมืองทานตะวันแปลงกายเป็นมนุษย์ให้หมด เพราะอาจทำให้นางสิบสองหวาดกลัวและเกลียดตัวเองที่เป็นยักษ์ จึงได้เปลี่ยนชื่อตัวเองจากสันตราเป็นสันธมาลา นางทั้งสิบสองใช้ชีวิตอยู่ในวังจนกระทั่งโตเป็นสาว วันหนึ่งนางเภาก็ได้เกิดสงสัยขึ้นมาว่าเมืองนี้เป็นเมืองยักษ์เพราะไม่เคยเห็นสัตว์ตัวไหนในเมืองและพี่ของตนก็ได้พบกองกระดูก

ซึ่งนางสันธมาลาห้ามไม่ให้ไปที่นั้นอีกด้วย นางเภาจึงพาพวกพี่หนีออกจากเมืองยักษ์ นางสันตรารู้ว่านางสิบสองหนีตนไปก็เกิดความอาฆาตแค้น นางทั้งสิบสองดีใจที่หนีจากนางยักษ์จนมาถึงเมืองกุตลนครซึ่งมีราชารถสิทธิ์เป็นผู้ปกครองเมือง ท้าวรถสิทธิ์เมื่อได้เห็นนางเภาที่รูปงามและพวกพี่ๆของนางแล้วก็เกิดความรักใคร่

นางสิบสอง ผู้อาภัพรัก และโชคชะตากลั่นแกล้ง

โดยรักนางเภามากที่สุด ท้าวรถสิทธิ์ได้นางทั้งสิบสองเป็นมเหสีแล้วอยู่มาวันหนึ่งนางทั้งสิบสองคนก็ได้ตั้งครรภ์ ขณะเดียวกันนางยักษ์สันตราได้รู้ว่านางสิบสองอยู่ที่เมืองกุตลนครและได้เป็นมเหสีของราชารถสิทธิ์ ก็ได้ตามไปจนมาถึงเมืองกุตลนครและได้พบกับท้าวรถสิทธิ์ นางจึงใช้มนต์สะกดให้ท้าวรถสิทธิ์รักใคร่และแต่งตั้งให้ตนเป็นพระมเหสีเอกแทนนางทั้งสิบสอง

เมื่อนางสิบสองรู้จึงโมโหและอยากรู้ว่าเป็นใครเป็นมเหสีแทนพวกตน แต่พอรู้ว่าเป็นนางยักษ์สันตราก็ตกใจกลัวและร้องขอว่าอย่าทำอะไรตนเลย นางยักษ์สันตราไม่ยอมจึงเป่ามนต์ให้ท้าวรถสิทธิ์เกลียดพวกนางและสั่งนางทั้งสิบสองไปขังไว้ในถ้ำ ฝ่ายนางยักษ์สันตรายังไม่หยุดจึงออกอุบายว่าตนป่วยเป็นโรคประหลาดและต้องใช้ลูกตานางทั้งสิบสองมาทำยาให้กินจึงจะหาย พระรถสิทธิ์จึงรีบให้จัดการควักลูกตานางสิบสองมา

โดยวิรุฬจำบังได้ควักลูกตาไปทั้ง 11 คนแล้วเว้นแต่นางเภาโดนควักไปเพียงข้างเดียว วิรุฬจำบังจึงได้นำลูกตาของนางสิบสองใส่โถไปถวายให้นางสันธมาลา นางทั้งสิบสองต้องทุกข์ทรมานเข้าอีกปวดทั้งตา อีกทั้งยังท้องแก่ที่ใกล้คลอด เวลาผ่านไปจนกระทั่งพวกนางคลอดลูกมาแต่ลูกของนางทั้ง 11 คนตายหมด เพราะพวกนางอดอยากจึงกินลูกตัวเองเหลือแต่นางเภาที่ให้กำเนิดพระโอรสที่มีชื่อว่า รถเสน ถึงตอนนี้เรื่องราวจึงเข้าสู่นิทานตอนพระรถเมรี…

ภาคอีสาน

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ โมโหไม่ช่วยอะไร

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

นิทาน ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ที่ถูกเล่าสืบต่อกันมานานเป็นตำนานพื้นบ้านของแถบภาคอีสาน มีเรื่องเล่าเมื่อมานานแล้วว่า ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมาแล้วมาแล้วที่บ้านตาดทอง จังหวัดยโสธรในช่วงฤดูฝนที่ได้มีการเตรียมปักดำข้าว ทุกครอบครัวที่มีอาชีพเป็นชาวนาจะออกไปไถนาเพื่อที่จะได้ใช้ในการเตรียมทำการเพาะปลูก ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อ ไม่ปรากฏชื่อหลักฐาน ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน วันหนึ่งเขาได้ออกไปไถนาอยู่ตั้งแต่เช้าจนสาย ตะวันสูงขึ้นแล้วรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่าปกติ และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ใช้อารมณ์ไม่ได้ช่วยอะไร

ในปกติทุกๆวันแล้วนั้น แม่ผู้แก่ชราจะเดินทางมาส่งข้าวกล่องให้ที่นาทุกวัน แต่วันนี้แม่ผู้แก่ชรานั้นกลับมาส่งข้าวช้าอย่างผิดปกติ เขาจึงได้หยุดไถนาและเข้ามาพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยให้เจ้าทุยไปกินหญ้า สายตาตัวเองก็ได้เหม่อมองไปยังทางบ้าน รอคอยให้แม่ที่จะมาส่งข้าวตามเวลาที่ควรจะมา ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดก็ยิ่งร้อน ความหิวกระหายก็ยิ่งทวีคูณขึ้น ทันใดนั้นเขาเองก็ได้มองเห็นแม่เดินเลียบตามคันนาพร้อมกล่องข้าวน้อยๆ ห้อยต่องแต่งอยู่บนเสาแหรกคาน เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอากล่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลายอารมณ์พลุ่งพล่าน

เขาคิดว่าข้าวในกล่องน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มแน่ จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่าทำไมถึงมาส่งข้าวช้านัก มัวไปทำอะไรอยู่ ก่องข้าวที่เอามาด้วยทำไมถึงก่องน้อยจัง กูจะไปอิ่มได้อย่างไรกัน ผู้เป็นแม่เห็นลูกโมโหเช่นนี้จึงได้เอ่ยปากตอบลูกว่า ถึงก่องข้าวมันจะเล็กน้อยแต่ข้างในข้าวมันอัดแน่นไว้อยู่มาก ด้วยที่ตนทำงานมาอย่างเหนื่อยตั้งแต่แต่เช้าพร้อมกับความหิวที่แม่มาส่งข้าวช้า

จึงทำให้นายทองนั้นเกิดอารมณ์โมโห หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใดๆจากแม่ของตน จึงทำให้เกิดความโมโหหิว คว้าไม้แอกน้อยที่อยู่บริเวณใกล้ๆตัวนั้นเข้าตีผู้เป็นแม่ที่แก่ชรามากแล้วจนล้มลงไปนอนกับพื้น แล้วก็เดินเข้าไปกินข้าวที่แม่มาส่งให้ เมื่อได้กินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดกล่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบวิ่งเข้าไปดูอาการแม่และเข้าสวมกอดแม่ของตน แต่อนิจจา แม่ได้สิ้นใจตายไปเสียแล้ว เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้านมาช่วยกันปั้นอิฐก่อนเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ จึงให้ชื่อว่า ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ตราบจนทุกวันนี้…

นิทานไทย

ไกรทอง ผู้พิชิตเหนือชาละวันจระเข้ผู้แข็งแกร่ง

ไกรทอง ผู้พิชิตเหนือชาละวันจระเข้ผู้แข็งแกร่ง
ไกรทอง ผู้พิชิตเหนือชาละวันจระเข้ผู้แข็งแกร่ง

ไกรทอง เป็นนิทานพื้นบ้านของเมืองพิจิตรมีเรื่องเล่ากันว่า เมืองนี้มีถ้ำอยู่ใต้น้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำนั้นจะมีจระเข้น้อยใหญ่อาศัยอยู่มากมายเป็นจำนวนมาก

จระเข้ทุกตัวที่เข้าไปอยู่จะกลายเป็นคน และมีจระเข้เฒ่าที่จระเข้ทุกตัวเคารพ เชื่อฟังนั้นชื่อว่าท้าวรำไพ ลูกของท้าวรำไพชื่อท้าวโคจรมีลูกชื่อชาละวัน

ชาละวันเป็นจระเข้ที่ฉลาดแข็งแรง ต่อมาท้าวโคจรตายลง ชาละวันก็อยู่มากับปู่ ปู่ก็เฝ้าสอนสั่งอบรมจนเติบใหญ่และท้าวรำไพก็แก่ลง ชาละวันก็ได้เติบเป็นหนุ่มก็ตั้งตัวเป็นใหญ่

ปกครองเหล่าจระเข้แต่ด้วยนิสัยอันธพาลของเจ้าชาละวันมันชอบออกจากถ้ำไปจับผู้คนวัวควายกินเป็นอาหาร ทำให้ชาวบ้านเมืองพิจิตรกลัวกันมากนัก

วันหนึ่งเจ้าชาละวันออกจากถ้ำก็ไปเจอหญิงสาว 2 คน กำลังอาบน้ำสวยมากซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองพิจิตร ชาละวันเห็นก็นึกรัก หญิงสาว 2 คนที่ชื่อว่าตะเภาแก้วและตะเภาทอง

ชาละวันจึงคาบตะเภาแก้วและตะเภาทองเข้าไปในถ้ำและได้นางตะเภาแก้วตะเภาทองเป็นเมีย เรื่องนี้รู้ถึงเจ้าเมืองพิจิตรๆ รู้ว่าลูกสาวของตัวเองถูกจระเข้คาบไปก็โกรธแค้นมาก

ไกรทอง พระเอกเปิดตัวช่วยนางเอก

ก็จึงสั่งให้ป่าวประกาศหาผู้คนที่ปราบจระเข้ได้ จะยกตะเภาแก้ว ตะเภาทองให้เป็นเมีย พร้อมสมบัติตนอีกครึ่งหนึ่งให้ ข่าวนี้รู้ถึงหนุ่มใหญ่ใจกล้า ชื่อไกรทอง ไกรทองเป็นคนดีมีความรู้เรียนคาถาอาคมเกี่ยวกับการปราบจระเข้มาโดยเฉพาะ

ก็เลยไปรับอาสากับเจ้าเมืองพิจิตร ดังนั้นไกรทองก็ต่อแพ เอาไม้ลูกบวบมาทำแพพร้อมเตรียมอุปกรณ์ต่างๆจะไปปราบชาละวัน เตรียมใส่เสื้อยันต์ ทวนน้ำขึ้นไปจากเมืองนนท์ถึงเมืองพิจิตร

พอถึงเมืองพิจิตรก็พักแพทำพิธีกรรมร่ายเวทมนตร์คาถา ทำให้ชาละวันที่อยู่ในถ้ำก็เกิดความร้อนรุ่มจริงๆ ปู่ของชาละวันได้กำชับนักหนาแล้วว่า ห้ามออกไปนอกถ้ำไม่เช่นนั้นจะได้รับอันตราย

ชาละวันจึงนั่งทำสมาธิอยู่ในถ้ำ ด้วยเวทมนตร์คาถาทำให้ชาละวันรู้สึกร้อน ไกรทองร่ายเวทมนตร์กี่จบกี่จบชาละวันก็ไม่ออกมาซักที  ก็ได้จุดเทียนเพื่อระเบิดถ้ำ แล้วร่ายเวทมนตร์

ชาละวันสงสัยก็ แล้วว่ายขึ้นบนผิวน้ำ ว่าดังนั้นชาละวันก็ว่ายน้ำตรงไปที่แพ เพื่อจะกินเป็นอาหาร ไกรทองเห็นชาละวันมาก็เตรียมอาวุธต่างๆ

เมื่อชาละวันเข้ามาใกล้ ไกรทองเอามีดทิ่มแทง เกิดคลื่นปั่นป่วนในน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านแถวนั้นก็มาดูตามริมฝั่งขณะที่ต่อสู้แพก็เกิดแตก

ทันใดนั้นไกรทองก็คว้าหอก เสียบเข้าใต้ท้องของชาละวันเลือดไหลแดงแม่น้ำ ชาละวันก็จบชีวิตอันชั่วร้ายของชาละวันเองนั้นเองหลังจากนั้นไกลทองก็ได้รับนางตะเภาแก้ว ตะเภาทองมาเป็นเมีย และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขต่อมา…

นิทานไทย

แก้วหน้าม้า คนงามในร่างม้า

แก้วหน้าม้า
แก้วหน้าม้า

ท้าวภูวดลกับพระนางนันทา ผู้ครองเมืองมิถิลา ทั้งสองพระองค์ มีโอรสว่า ปิ่นทอง มีวันหนึ่งพระปิ่นทองได้ออกมาเล่นว่าวซึ่งลมแรงมาก ว่าวของพระปิ่นทองได้หลุดมือและปลิวไป ซึ่ง แก้วหน้าม้า เก็บว่าวได้และดีใจจะเก็บไว้

เมื่อพระปิ่นตามมาขอว่าวคืน นางแก้วจึงขอให้ตนไปเป็นมเหสี พระปิ่นได้ยินแก้วพูดก็ทรงโกรธมากแต่ก็ได้รับปากเพียงเพราะหวังอยากได้ว่าวคืน รออยู่หลายวันไม่เห็นพระปิ่นทองมารับ นางแก้วจึงเล่าเรื่องให้พ่อกับแม่ฟังและไปทวงสัญญากับพระปิ่น ท้าวภูวดลกริ้วตรัสให้นำตัวไปประหาร

แต่พระนางนันทาได้ห้ามไว้และเรียกพระปิ่นมาสอบถาม พระปิ่นทองยอมรับว่าสัญญาไว้ พระนางนันทาสั่งให้ไปรับตัวนางแก้วมาอยู่ในวัง ครั้งไม่มีวอทองมารับสมกับตำแหน่งมเหสี นางแก้วก็ไม่ยอมไป จนในที่สุดนางแก้วได้นั่งในวอทอง พร้อมกับแต่งตัวสวยพริ้ง พอมาถึงวังหลวงท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองเห็นนางแก้วรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดจึงคิดหาทางกำจัดนางแก้ว

แก้วหน้าม้า ผู้งามทั้งนอกและใน

แต่พระนางนันทากลับเอ็นดู นางแก้ว ท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองหาทางกำจัดนางแก้ว โดยให้นางแก้วไปยกเขาพระสุเมรุมาไว้ในเมืองภายใน 7 วัน หากทำไม่สำเร็จจะต้องได้รับโทษประหาร แต่นางแก้วก็สามารถไปยกเขาพระสุเมรุมาถวายท้าวภูวดลได้สำเร็จ ส่วนท้าวภูวดลพยายามหาหนทางอีกจึงมอบให้พระปิ่นทองเดินทางไปอภิเษกกับเจ้าหญิงทัศมาลี

ก่อนเดินทางไปพระปิ่นทองกล่าวว่า ถ้ากลับมานางแก้วยังไม่มีลูกจะถูกประหาร นางแก้วนั่งเรือเหาะตามพระปิ่นทองไปแล้วถอดหน้าม้าออกไปแอบรออยู่ในป่าพระปิ่นทองเห็นเข้าเกิดหลงรักจนได้นางแก้วเป็นเมีย ต่อมานางแก้วตั้งครรภ์ พระปิ่นทองต้องการกลับกรุงมิถิลาจึงได้มอบแหวนให้นางแก้ว เพื่อยืนยันว่าเด็กในท้องนางแก้วเป็นลูกของพระปิ่นทองจริง

เมื่อนางแก้วคลอดบุตรชายก็ให้ชื่อว่าปิ่นแก้วและก็คิดจะพาลูกกลับไปหาพระปิ่น ต่อมาพระปิ่นทองเดินทางกลับเมืองมิถิลาพร้อมกับสองธิดายักษ์ นางแก้วได้พาลูกกลับมาเฝ้าพระปิ่นทอง ท้าวภูวดล พระนางนันทา นางสร้อยสุวรรณ และนางจันทา พร้อมกับกราบทูลว่าพระปิ่นแก้วเป็นพระโอรสของพระปิ่นทองกับนางแก้ว พระปิ่นทองกับท้าวภูวดลไม่เชื่อ

นางแก้วเลยมอบแหวนที่พระปิ่นทองเคยมอบให้ในร่างนางมณีรัตนา นางสร้อยสุวรรณและนางจันทาช่วยกันเลี้ยงดูพระปิ่นแก้ว ส่วนพระปิ่นทองนั้นก็ยังคงสงสัยว่าตนไปมีลูกกับนางแก้วตั้งแต่เมื่อไร่ เจ้าหญิงทัศมาลีคิดถึงพระปิ่นทองจึงเดินทางมาหาพระปิ่นทอง เมื่อเดินทางมาพบพระปิ่นทองแล้วเกิดการหึงหวงกับนางสร้อยสุวรรณและนางจันทาสองธิดายักษ์

จนมีเรื่องทะเลาะวิวาท โดยนางแก้วเข้าช่วยเหลือ นางทัศมาลีเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงหนีกลับเมือง ต่อมาเจ้าหญิงทัศมาลีได้ให้กำเนิดพระโอรสชื่อว่า ปิ่นศิลป์ไชย เมื่อพระปิ่นทองรู้ความจริงทั้งหมด ก็ได้รีบตามไปง้อขอคืนดีกับนางแก้ว

เมื่อความทราบถึงท้าวภูวดลและนางนันทาก็ดีใจจึงจัดพิธีอภิเษกสมรสให้นางแก้วเป็นมเหสีของปิ่นทองอย่างเอิกเกริก พร้อมทั้งกับนางแก้วได้ชื่อใหม่ว่า นางมณี ต่อมาไม่นานนางแก้วก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง แล้วได้อยู่ร่วมกันกับโอรสปิ่นทองอย่างมีความสุข…

ภาคกลาง

พิกุลทอง ความสวยมาพร้อมกับความอาภัพ

พิกุลทอง ความสวยมาพร้อมกับความอาภัพ
พิกุลทอง ความสวยมาพร้อมกับความอาภัพ

นิทานพื้นบ้านเรื่อง พิกุลทอง นั้น เป็นนิทานพื้นบ้านของภาคกลาง มีหญิงสาวชื่อว่า พิกุล เธอมีความสวย  แม่ของเธอตายตั้งแต่เธอยังเล็ก เธอจึงได้รับการเลี้ยงดูจากแม่เลี้ยง ซึ่งแม่เลี้ยงนั้นก็ได้มีลูกสาวชื่อว่า มะลิ แต่ว่าทั้งแม่เลี้ยงและลูกสาวของเธอเป็นคนที่จิตใจโหดร้าย ชอบบังคับให้พิกุลทำงานหนักทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่งพิกุลได้ออกไปตักน้ำที่ลำธาร ตอนกำลังเดินกลับบ้าน ทันใดนั้นก็มีหญิงชราคนหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพิกุลและขอน้ำเธอดื่ม พิกุลก็เอาน้ำให้หญิงชราและก็ได้บอกให้เธอเอาน้ำไปอีกเพื่อจะได้ล้างหน้า และล้างตัว พิกุลบอกหญิงชราว่าถ้าน้ำไม่พอเธอจะไปตักมาอีก หญิงชรายิ้มและก็ให้พรวิเศษกับเธอ

โดยจะทำให้ดอกพิกุลทองคำร่วงออกมาจากปากของเธอ  เมื่อยามใดที่เธอรู้สึกสงสารใครหรือสิ่งใด  หลังจากหญิงชรา ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาของเธอ  พิกุลจึงได้รู้ว่าหญิงชราผู้นั้นเป็นนางฟ้ามาให้พรวิเศษแก่เธอ พอถึงบ้าน เธอก็ถูกแม่เลี้ยงดุด่าว่าไปเถลไถลเพื่อหนีงาน

พิกุลทอง น่าสงสาร

พิกุลจึงเล่าเรื่องราวให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงฟังพร้อมกับเกิดความรู้สึกสงสารในขณะเล่าจึงทำให้ดอกพิกุลทองคำร่วงออกมาจากปากของเธอด้วยความละโมบแม่เลี้ยงก็เปลี่ยนอารมณ์และเก็บดอกพิกุลทองไว้ในขณะนั้นก็สั่งให้พิกุลพูดต่อไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันนั้น แม่เลี้ยงของพิกุลก็เก็บรวบรวมดอกพิกุลทองคำไว้

เพื่อนำไปขายและได้เงินมามากมาย ชีวิตทุกคนก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นพิกุลเองก็ไม่ต้องทำงานหนัก แต่ก็ถูกบังคับให้พูดทั้งวัน เพื่อให้ดอกพิกุลทองคำออกมาจากปากของเธอมากๆจนพิกุลทองเกิดเจ็บคอ ทำให้เธอพูดไม่ได้ จึงทำให้แม่เลี้ยงโมโหมากจนถึงตบตีพิกุลเพื่อพยายามยังคับให้เธอพูดแต่พิกุลก็พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว

ตัวแม่เลี้ยงเองจึงมะลิไปทำตามอย่างพิกุลบ้าง มะลิได้ไปยังที่พิกุลบอกไว้ แต่ว่าแทนที่จะได้พบกับหญิงชราก็กลับพบหญิงสาวสวยสวมเสื้อผ้างดงาม หญิงสาวผู้นั้นจึงขอน้ำมะลิดื่ม แต่ด้วยความริษยามะลิแสดงอาการโกรธและคิดว่าหญิงผู้นั้นไม่ใช่นางฟ้า เธอจึงปฏิเสธและด่าหญิงคนนั้น นางฟ้าจึงสาปแช่งมะลิว่า

เมื่อใดก็ตามที่เธอโกรธและพูดออกมาก็จะมีหนอนร่วงออกมาจากปาก เมื่อกลับมาถึงบ้านมะลิก็ได้เล่าเรื่องให้ผู้เป็นแม่ฟังและด้วยความโกรธในขณะเล่าเรื่องนั้นก็ทำให้บ้านเต็มไปด้วยหนอน แม่คิดว่าพิกุลอิจฉาลูกสาวของตนจึงเป็นเหตุให้ลูกสาวของตนไม่ได้พบกับหญิงชราแม่เลี้ยงจึงทุบตีพิกุลและไล่เธอออกจากบ้าน

ทำให้พิกุลหนีไปอยู่ป่า เจ้าชายหนุ่มกำลังขี่ม้าผ่านมาก็ได้เห็นสาวนั่งร้องไห้อยู่ก็ถามเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดทันทีที่พูดจบที่บริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยดอกพิกุลทองคำ เจ้าชายจึงขอนางอภิเษกสมรสด้วยและหลังจากการอภิเษกสมรสทั้งสองพระองค์ก็ได้ ขึ้นครองราชย์และปกครองเมืองของพระองค์ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา…

นิทานไทย

จันทโครพ นิทานไทยได้ยินกันติดหู

จันทโครพ นิทานไทยได้ยินกันติดหู
จันทโครพ

จันทโครพ เป็นเจ้าชายแห่งเมืองพาราณสี เมื่อตอนที่เขาได้เติบโตเป็นหนุ่มนั้น เขาได้ออกเดินทางหาอาจารย์เพื่อที่จะร่ำเรียนวิชา แล้วได้เจอกับฤๅษี จึงได้ร่ำเรียนวิชาจนสำเร็จและหลังจากนั้นจึงได้เดินทางกลับบ้านเมืองของตน ก่อนเดินทางฤๅษีได้มอบผอบแก้วให้จันทโครพแล้วสั่งว่าห้ามเปิดจนกว่าจะถึงบ้านเมือง

เพราะความอยากรู้จันทโครพจึงได้แอบเปิดผอบนั้นเสียก่อน ซึ่งในผอบมีหญิงสาวคือนางโมรา หญิงสาวแสนสวยได้ปรากฏตัวออกมานอกผอบ หลังจากนั้น จันทโครพก็ได้พานางโมราเดินทางต่อไปแต่เกิดเหตุระหว่างทางได้พบกับโจรป่าคนหนึ่งซึ่งเห็นนางโมราแล้วเกิดชอบจึงคิดแย่งชิง ไม่ช้าจันทโครพก็เสียท่าทำดาบหล่น

นางโมราเห็นจึงหยิบมีดส่งให้โจรป่า จันทโครพก็ถูกโจรป่าฆ่าตาย  แต่จันทโครพยังไม่ถึงแก่ความตายพระอินทร์จึงได้มาชุบชีวิตให้จันทโครพ แล้วบอกว่าเนื้อคู่ที่แท้จริงอยู่ทางทิศเหนือ โจรป่าคิดว่าวันหนึ่งถ้านางโมราได้เจอคนอื่นที่ดีกว่าตน จะต้องทิ้งตนไปแน่ เพราะขนาดจันทโครพเป็นถึงองค์ชายนางยังทิ้งได้ ดังนั้นโจรป่าจึงหนีไป

จันทโครพ อบวิเศษ

นางโมราจึงออกตามหาโจรป่า แล้วพระอินทร์ก็สาปนางโมราให้เป็นชะนี จันทโครพได้เดินทางไปตามที่พระอินทร์ได้บอก ก็ได้เจอถ้ำหนึ่งที่มียักษ์ตนหนึ่งเฝ้าอยู่จันทโครพจึงคิดว่าในถ้ำนั้นมีเนื้อคู่ของตนอยู่จึงฆ่ายักษ์ แล้วเดินเข้าไปก็เจอผู้หญิงชื่อนางมุจลินทร์จึงอยู่กินกัน แล้วจันทโครพคิดถึงพ่อแม่จึงได้พานางมุจลินทร์หนีออกมาแล้วเดินไปสักพักก็เหนี่อยแล้วเผลอหลับไปทั้งคู่

นางยักษ์จึงนำตัวนางมุจลินทร์ไปฟาดกับต้นไม้แล้วเหวี่ยงไปสุดแรง จากนั้นก็ปลอมตัวเป็นนางมุจลินทร์ไปนอนข้างจันทโครพ เมื่อจันโครพเดินทางมาถึงเมืองก็ขอนอนพักผ่อน แล้วพอตอนกลางคืนนางยักษ์ก็ไปกินวัวของชาวบ้าน โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าของวัวดูอยู่เจ้าของวัวจึงไปบอกพระราชา ซึ่งเป็นพ่อของจันทโครพ แต่ตอนนั้นดึกมากแล้วจึงรอพรุ่งนี้เช้า

จนกระทั้งเช้าแล้วจันทโครพได้ปลุกนางมุจลินทร์ปลอม โดยไม่บอกเรื่องคดีแปลกประหลาด แต่นางยักษ์ไม่ได้นอนมาทั้งคืนเลยแสร้งบอกว่าไม่สบาย จันทโครพออกมาเข้าเฝ้าคนเดียว แล้วพระโหราธิบดีก็ตรวจดูดวงให้จันทโครพแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ให้จันทโครพพานางมุจลินทร์มาด้วย พอวันรุ่งขึ้นพระโหราธิบดีถามนางมุจลินทร์เกี่ยวกับเวลาที่เกิด

แต่นางยักษ์ไม่รู้จึงบอกวันผิดๆไปพระโหราจึงบอกว่า บัดนี้ความจริงเปิดเผยแล้วเจ้าไม่ใช่คนแต่เจ้าเป็นนางยักษ์ นางยักษ์หน้าถอดสี จันทโครพจึงฆ่านางยักษ์ตายแล้วออกตามหานางมุจลินทร์จนพบ และตอนนั้นนางมุจลินทร์ได้คลอดบุตรชายชื่อจันทวงศ์ทั้งสามจึงอยู่กันอย่างมีความสุขนับตั้งแต่นั้นมา

 …

ภาคอีสาน

นางแตงอ่อน นิทานพื้นบ้านไทย

นางแตงอ่อน นิทานพื้นบ้านไทย
นางแตงอ่อน นิทานพื้นบ้านไทย

นางแตงอ่อน นิทานพื้นบ้านแถวภาคอีสาน มีนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานกันต่อมานั้นคือเรื่องนางแตงอ่อน กล่าวกันว่าที่เมืองนครศรี ได้มีเจ้าเมืองนครศรีนามว่าพระยาโกศรี และได้มีมเหสีที่มีนามว่า ทองแดง ทรง มีโอรสนามว่า มหาวงศ์ ท้าวมหาวงศ์เป็นพระโอรสที่ทรงชื่นชอบกีฬาชนไก่เป็นอย่างมาก

ต่อมาวันหนึ่งได้ไปต่อไก่ชนในป่ากับขุนทั้งสี่คนนั้นก็คือ ขุนเครือ ขุนคาน ขุนเค่ง และขุนทุ่มภู่ ระหว่างทางนั้นได้เดินไปพบหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งได้เป็นธิดาจระเข้ นางนั้นมีชื่อว่านางแตงอ่อน ผู้มีรูปกายเป็นมนุษย์ และเกิดหลงรัก ท้าวมหาวงศ์จึงได้นำนางมาเป็นมเหสี

วันหนึ่งนางแตงอ่อนได้ประสูติโอรสเกิดขึ้นมา เมื่อท้าวมหาวงศ์ไปคล้องช้างในป่าเป็นเวลานาน ระหว่างนั้นนางจึงได้ถูกหมู่พระมเหสีทั้งหลายของท้าวมหาวงศ์เปลี่ยนโอรสของนางให้ไปเป็นจระเข้ และได้เอาโอรสตัวจริงไปลอยน้ำ เทพธิดาเห็นเข้าจึงได้ช่วยเหลือโอรสและนำไปเลี้ยงไว้บนสวรรค์และตั้งชื่อนามโอรสว่าสุริยวง

นางแตงอ่อน โดนขับไล่

ส่วนนางแตงอ่อนก็ได้ถูกพระสวามีขับไล่ออกจากเมืองไป เพราะได้ให้ประสูติโอรสเป็นจระเข้ นางแตงอ่อนจึงได้กลับไปยังเมืองนาคและได้พบกุมภาซึ่งเป็นพี่ชายของตนขึ้นปกครองเมืองนาคสืบต่อจากบิดา  พี่ชายกุมภาเมื่อได้รู้ข่าวของน้องสาวตนที่เกิดขึ้นก็เกิดความสงสาร จึงได้มอบเมืองให้กอระกันให้กับผู้เป็นน้องชายของตนขึ้นปกครองเมืองต่อ

ส่วนตนกับแตงอ่อน จึงได้ออกบวชเป็นฤาษี เพื่อเข้าเรียนวิชาไว้แก้แค้นท้าวมหาวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ขับไล่น้องสาวของตน ส่วนสุริยวง ผู้เป็นโอรส (ลูกชาย) ของนางแตงอ่อนนั้นก็ได้ศึกษาวิชาการต่างๆมากมายและได้ลงมา ซึ่งพบว่า มารดาตนที่ได้ถูกยักษ์ลักพาตัวไปแล้ว จึงได้ไปตามหาเอาตัวมารดาคืน และได้สู้รบกับยักษ์จนได้ชัยชนะ

สุริยงได้นางปทุมมา นางอินทะวงศ์ นางหยาดคำ และนางคำไหล มาเป็นภริยาของตน ซึ่งพวกยักษ์นั้นได้ลักพาตัวมาซ่อนไว้และหลังจากนั้นสุริยงก็ได้พามารดาของตนกลับบ้านเมืองหลังจากนั้นไม่นานท้าวมหาวงศ์จึงได้ทราบความจริงว่านางแตงอ่อนนั้นถูเหล่าพระมเหสีคนอื่นกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายและรู้ว่าสุริยงนั้นคือโอรสของตนเอง

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วท้าวมหาวงศ์จึงได้กลับไปรับนางแตงอ่อนและสุริยวงมาอยู่ด้วยกัน ทั้งสามคนจึงได้อยู่ด้วยกันอย่างสุขสันต์ในบั้นปลายชีวิตและครองคู่เมืองนครศรีสืบต่อแต่นั้นเป็นต้นมานั้นเอง…

ภาคอีสาน

อุทัยเทวี นิทานพื้นบ้านไทย ภาคอีสาน

อุทัยเทวี นิทานพื้นบ้านไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อุทัยเทวี นิทานพื้นบ้านไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อุทัยเทวี เป็นนิทานพื้นบ้านของประเทศไทย ซึ่งในทางภาคอีสานใช้ชื่อเรียกแต่เดิมว่า นางพญาขี้คันคาก

โดยเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจาก เมืองใต้บาดาลอันเป็นเขตปกครองของพญานาคราช พระองค์มีพระราชธิดามีนามว่า สมุทมาลา ธิดาพญานาคต้องการออกไปพบเจอกับโลกภายนอก

จึงได้แอบหนีลักลอบออกมายังเมืองของมนุษย์ และเมื่อตอนเดินเที่ยวชมเมืองมนุษย์อยู่นั้น เกิดพบรักกับรุกขเทวดารูปงดงามที่สิงสถิตอยู่ในต้นไม้ริมสระน้ำ

ด้วยความรักที่มีให้แก่กันและกัน จึงทำให้ธิดาพญานาคสมุทมาลาเกิดตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นไข่หนึ่งฟอง

นางจึงได้ใช้สไบห่อหุ้มไข่และพ่นพิษออกมาเคลือบเพื่อคุ้มครองไข่เอาไว้ก่อนที่จะได้เดินทางสู่เมืองบาดาลดังเดิม

และหวังว่าลูกของตนจะได้ปลอดภัยจากอันตรายทุกประการส่วนรุกขเทวดาได้ถูกพระอินทร์ลงโทษเนื่องจากได้สมสู่กับธิดาพญานาคให้ไปอยู่ที่นอกป่าหิมพาน

และเมื่อเวลาผ่านไปไข่ก็ได้ฝักเป็นเด็กน้อยออกมา บังเอิญได้มีได้มีคางคกผ่านมาพบและแอบกินไข่จนตัวตายเพราะถูกพิษของธิดาพญานาค

เมื่อเด็กหญิงลืมตาขึ้นมาและได้คลานออกจากจากศพของคางคกตัวนั้นและคิดว่าคางคกเป็นแม่ของตน จึงได้อาศัยอยู่ในซากคางคกนั้นต่อไป

อุทัยเทวี กำเนิดขึ้น

จนกระทั้งมีตายายคู่หนึ่งบังเอิญผ่านมาพบเด็กน้อย ก็มาช่วยเหลือเลี้ยงดูด้วยความสงสาร และได้ตั้งชื่อว่าอุทัยเทวี

เมื่อเวลาผ่านไปนางอุทัยเทวีก็ได้โตเป็นสาวสวยงดงาม และได้พบรักกับเจ้าชายสุทธราช ก่อนมีการแต่งงานตากับยายได้ยื่นข้อเสนอให้เจ้าชายสุทธราชต้องสร้างสะพานทองจากวังมายังบ้านของตายายเพื่อที่จะได้สามารถเดินทางไปหาสู่กันได้

ต่อมาเจ้าชายสุทธราชก็ได้สร้างเสร็จและแต่งงานกับนางอุทัยเทวี แม้นางอุทัยเทวีจะได้เข้าไปในวังเพื่อเป็นสะใภ้หลวงแล้ว

แต่มารดาของเจ้าชายสุทธราชไม่ชอบใจนางจึงได้หาทางพยายามให้ลูกของตนแต่งงานกับหญิงอื่น

และความพยายามของมารดาเจ้าชายสุทธราชจึงได้ให้ไปแต่งงานกับเจ้าหญิงฉันทนา เจ้าหญิงฉันทนาไม่ชอบนางอุทัยเทวีและคิดจะกำจัดนางเสียให้ตาย

แต่เคราะห์ดีที่พ่อของนางอุทัยเทวีมาช่วยได้ทัน  นางอุทัยจึงได้รอดชีวิต เจ้าหญิงฉันทนากลุ่มใจว่านางอุทัยเทวีจะกลายเป็นผีกลับมาหลอก

ผมของนางฉันทนาจึงเริ่มงอกไปทีละเล้นจนเต็มหัว ขณะที่นางอุทัยเทวีได้รอเวลาแก้แค้นอยู่นั้นได้แปลงกายเป็นยายที่มีผมสวยดกดำ

นางฉันทนาเห็นจึงได้นำยายเข้าไปในวังเพื่อรักษาผมงอกของตนเอง นางอุทัยเทวีเลยโกนผม กรีดศีรษะแล้วเอาปลาร้าใส่หม้อครอบไว้บนหัวนางฉันทนา

เพียงไม่กี่วันเท่านั้นนางฉันทนาก็ตาย เจ้าชายสุทธราชรู้ว่านางอุทัยเทวียังไม่ตายจึงได้เสด็จมาหาและครองรักกันอย่างมีความสุข…